มี 10 คำถามนะ ลองตอบดูภายใน 10 นาทีนะ
1. บางเดือนมี 30 วัน บางเดือนมี 31 วัน มีกี่เดือนที่มี 28 วัน
2. ถ้าคุณหมอให้ยามา 3 เม็ด แล้วบอกให้คุณกินยาทุกๆครึ่งชั่วโมง
คุณต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะกินยาหมด
3. ฉันเข้านอนตอน 2 ทุ่ม แล้วตั้งนาฬิกาให้ปลุกตอน 9 โมงเช้า
ถามว่าฉันจะได้นอนกี่ชั่วโมงก่อนที่นาฬิกาปลุกจะดัง
4. เอา 30 หารครึ่ง แล้วบวก 10 จะได้คำตอบเท่าไหร่
5. ชาวนามีแกะ 17 ตัว ทุกตัวยกเว้น 9 ตัวตายหมด
ถามว่ายังมีแกะที่มีชีวิตเหลืออยู่กี่ตัว
6. ถ้าคุณมีไม้ขีดไฟเหลือเพียงก้านเดียว
แล้วต้องเข้าไปในห้องที่ทั้งหนาวทั้งมืด ในห้องนั้นมีฮีตเตอร์น้ำมัน
ตะเกียงน้ำมัน และเทียนไข คุณจะเลือกจุดอะไร
7. ชายคนหนึ่งสร้างบ้านด้วยไม้ที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้ง 4 ด้าน
และหันบ้านไปทางทิศใต้ ถ้ามีหมีผ่านมา ถามว่าหมีตัวนั้นจะมีสีอะไร
8. หยิบแอปเปิ้ล 2 ลูกออกจากแอปเปิ้ล 3 ลูก ถามว่าคุณจะได้อะไร้าน
9. โมเสสเอาสัตว์ขึ้นเรือตอนวันสิ้นโลกไปชนิดละกี่ตัว
10. ถ้าคุณขับรถซึ่งบรรทุกคน 43 คนจากชิคาโกไปพิสเบอร์ก แล้วหยุดรับอีก 7
คนขึ้นมา แล้วหยุดจอด ให้คนลงที่เคลเวอร์แลนด์ 5 คน
จนมาถึงฟิลาเดอเฟียในอีก 20
ชั่วโมงต่อมา ถามว่าคนขับรถชื่ออะไร
ถ้าต้องการให้ได้ผลจิงๆ กรุณาทำให้เสร็จก่อนดูเฉลย
ขอย้ำ ทำให้เสร็จก่อนดูเฉลยยย
----------
-------------------
------------------------------
----------------------------------------
--------------------------------------------------
เฉลย
1. ทุกเดือน เพราะทุกเดือนก็มีอย่างน้อย 28 วันอยู่แล้ว
2. 1 ชั่วโมง เพราะถ้าคุณกินยาตอนบ่ายโมง เม็ดที่ 2
ก็จะกินตอนบ่ายโมงครึ่ง
และเม็ดที่ 3 ก็จะกิน ตอนบ่าย 2
3. 1 ชั่วโมง เพราะตั้งนาฬิกาปลุกตอน 9 โมง เข้านอนตอน 8 โมง
4. 70
5. 9 ตัวว
6. จุดไม้ขีดไฟก่อน
7. สีขาว เพราะถ้าบ้านหันไปทางทิศใต้ แสดงว่าบ้านต้องอยู่ทิศเหนือยโม
8. ได้แอปเปิ้ล 2 ลูก
9. ไม่ได้เอาไปเลย เพราะคนที่เอาสัตว์ขึ้นเรือไม่ใช่โมเสสแต่เป็นโนอาร์
10. ชื่อของคุณนั่นแหละ ก็คุณเป็นคนขับรถนี่จ๊ะ
ถ้าตอบถูก ......
10 ข้อ คุณเป็นอัจฉริยะ
9 ข้อ คุณเป็นสมาชิกของเมนซาณ
8 ข้อ วิศวกร
7 ข้อ นักศึกษามหาวิทยาลัย
6 ข้อ นักเรียนมัธยมปลายัย
5 ข้อ นักเรียนประถม
4 ข้อ ครูสอนนักเรียนมัธยม
3 ข้อ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย
2 ข้อ นักสืบ FBI
1 ข้อ สมาชิกสภาคองเกรส
0 ข้อ เป็นเรื่องธรรมดา
credit : http://www.thaireaderclub.com/read.php?id=630
วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553
อะไหล่รถยนต์:แท้ เทียบ เทียม ปลอม เลือกกันอย่างไรดี

เมื่อถึงกำหนดการซ่อมบำรุงรถยนต์ ผู้ที่ใช้รถที่ยังอยู่ในระยะประกันของทางบริษัทก็จำเ ป็นต้องเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการ ในส่วนของรถยนต์ที่พ้นกำหนดการรับประกันของบริษัท ผู้ใช้รถส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหาการตัดสินใจว่าจะเลื อกใช้บริการที่ศูนย์บริการของรถยี่ห้อนั้นๆหรือจะใช้ บริการตามศูนย์บริการอิสระหรืออู่ทั่วไป
การใช้บริการที่ศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆน่าจ ะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถได้มากที่สุดเนื่องจา กการอบรมทางเทคนิคและเครื่องมือเฉพาะรวมถึงการสนับสน ุนด้านต่างๆจากบริษัทแม่ อย่างไรก็ตามการใช้บริการที่ศูนย์บริการจะมีค่าใช้จ่ ายสูงกว่าการใช้บริการตามศูนย์บริการอิสระหรืออู่ทั่ วๆไปในขณะที่คุณภาพงานซ่อมก็ไม่ใช่ว่าจะเหนือกว่าศูน ย์บริการอิสระเสมอไป เนื่องจากช่างที่ชำนาญงานมีประสบการณ์มากพอมักจะหาลู ่ทางออกมาเปิดอู่เองทำให้คุณภาพงานซ่อมได้มาตรฐานระด ับเดียวกับศูนย์บริการ อย่างไรก็ตามการใช้บริการที่ศูนย์บริการอิสระหรืออู่ นอก ผู้ใช้รถก็มักจะประสบปัญหาการเลือกใช้อะไหล่ว่าจะใช้ อะไหล่แท้ เทียบ เทียมหรือปลอมว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งด้านราค าและคุณภาพ
ในการผลิตรถยนต์ บริษัทรถยนต์จะจ้างบริษัทที่มีความชำนาญการผลิตอะไหล ่ส่วนต่างๆเพื่อผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัท เช่น ผ้าดิสเบรก ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น ผ้าดิสเบรกติดรถส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อ AKEBONO หรือถ้าเป็นรถยุโรป ผ้าดิสเบรกติดรถส่วนใหญ่จะเป็น ATE’ นอกจากการผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ บริษัทเหล่านี้ยังได้ผลิตสินค้าออกขายในแบรนด์ของตนเ องด้วย ดังนั้นผมจะแบ่งประเภทของอะไหล่ตามนี้
1.อะไหล่แท้
คืออะไหล่จากบริษัทรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ คุณภาพตามมาตรฐานของบริษัท ส่วนมากจะราคาสูงที่สุด
2.อะไหล่เทียบ
คืออะไหล่ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับรถยนต์หลายยี่ห้อ เช่น ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์หัวฉีด ( ปั๊มติ๊กในถัง ) ของรถญี่ปุ่นและรถเกาหลีส่วนใหญ่จะมีลักษณะและขนาดเท ่ากันทำให้ใช้แทนกันได้ แต่อะไหล่แท้บางยี่ห้อแพง เราก็สามารถเลือกยี่ห้อถูกกว่ามาใช้แทนได้ คุณภาพก็จัดอยู่ในระดับอะไหล่แท้
3.อะไหล่เทียม
คือ อะไหล่ที่ผลิตโดยโรงงานผลิตอะไหล่ออกมาขายในยี่ห้อขอ งตนเอง ระดับคุณภาพจะมีทั้งคุณภาพต่ำ คุณภาพเทียบเท่าอะไหล่แท้และคุณภาพสูงกว่าอะไหล่แท้
อะไหล่เหล่านี้บางส่วนจะผลิตโดยโรงงานที่เป็นหรือเคย เป็นผู้ผลิตอะไหล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ สินค้าเหล่านี้จะเป็นสินค้าตัวเดียวกับอะไหล่แท้เลย แต่เมื่อโรรงานเอาออกมาขายอาจจะต้องลบตราแท้บนสินค้า นั้นๆออก ตัวอย่างเช่นชุดแม่ปั๊มเบรก-คลัทช์สำหรับรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อ SEIKEN หรือพวกหวีคลัทช์-ผ้าคลัทช์รถญี่ปุ่นจะมี 2 ยี่ห้อหลักคือ AISIN กับ DAIKIN หรือ EXEDY ยี่ห้อเหล่านี้เป็นอะไหล่แท้ OEM หลายรุ่นราคาห่างจากอะไหล่แท้กันเป็นเท่าตัว สินค้าแบบนี้ส่วนใหญ่จะขายในราคาต่ำกว่าอะไหล่แท้เนื ่องจากไม่ต้องผ่านการบวกกำไรอีกทอดหนึ่งโดยบริษัทรถย นต์
อะไหล่บางส่วนผลิตโดยโรงงานที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตอะไห ล่ส่งให้แก่บริษัทรถยนต์ คือสินค้าอัพเกรดต่างๆ เช่น ช็อคอับ คอยล์สปริง ผ้าเบรก เป็นต้น สินค้าเหล่านี้ส่วนมากมีคุณภาพและราคาสูงกว่าอะไหล่แ ท้
อะไหล่เทียมบางส่วนวางระดับสินค้าอยู่ในระดับต่ำด้วย ข้อจำกัดเรื่องราคาและเทคโนโลยีทำให้คุณภาพก็จะต่ำกว ่าอะไหล่แท้
4. อะไหล่ปลอม
ผลิตโดยโรงงานเล็กๆที่ขาดความสามารถในการแข่งขันกับส ินค้ายี่ห้ออื่นๆจึงใช้วิธีปลอมสินค้าที่ติดตลาดได้ร ับการยอบรับจากลูกค้า อะไหล่ปลอมจะมีทั้งการเลียบแบบอะไหล่แท้และอะไหล่ทดแ ทนยี่ห้อดังๆ เช่น ไส้กรองต่างๆ กลุ่มลูกหมากช่วงล่างรถญี่ปุ่น ที่พบบ่อยจะเป็นยี่ห้อ 555 หรือผ้าดิสเบรก AKEBONO เป็นต้น
การเลือกใช้อะไหล่เกรดไหนขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต ่ละท่านว่ามีงบประมาณและต้องการคุณภาพมาก-น้อยแค่ไหน สำหรับผม ถ้าเป็นอะไหล่ที่เกี่ยวกับภายในเครื่องยนต์และคุณภาพ ของมันมีผลต่อความเสียหายอื่นๆ เช่น สายพานไทมิ่งนี่ผมใช้อะไหล่แท้ครับเพราะสายพานไทมิ่ง แท้โดยเฉพาะรถญี่ปุ่น สเป็คของมันจะต่างจากสายพานไทมิ่ง OEM แม้ว่าจะผลิตมาจากโรงานเดียวกัน ทางโรงงานก็ยังระบุระยะเวลารับประกันไม่เท่าอะไหล่แท ้ ประมาณ 5-80,000 กม.เท่านั้น ส่วนรอกตั้งสายพานไทมิ่งเลือกใช้ยี่ห้อที่คุ้นหู เช่น รถญี่ปุ่นจะใช้ยี่ห้อ NSK KOYO NTN เป็นหลัก ส่วนรถยุโรปจะเป็น SKF FAG TIMKEN เป็นต้น รอกยี่ห้อเหล่านี้คุณภาพมาตรฐานเท่าแท้ คุณใช้อะไหล่ตามนี้จะได้คุณภาพเท่าอะไหล่แท้ศูนย์ในร าคาที่ประหยัดที่สุด
ในส่วนของระบบขับเคลื่อน เช่น ผ้าคลัทช์ หวีคลัทช์ รถญี่ปุ่นเลือกใช้ยี่ห้อ AISIN หรือ DAIKIN ราคาชุดคลัทช์แท้ของรถกระบะประมาณ 5,500-6,500 บาทแล้วแต่รุ่นและยี่ห้อ ถ้าคุณเลือกยี่ห้อ AISIN หรือ DAIKIN ราคาอะไหล่ทั้งชุดพร้อมลูกปืนคลัทช์+ลูกปืนฟลายวิลล์ สำหรับรถกระบะเครื่อง 2.5 ลิตร ราคาไม่เกิน 3 พันบาทครับ ถ้าเป็นรถยุโรป ชุดยกคลัทช์จะเป็นยี่ห้อ SACHS หรือ LUK ราคาชุดละ 4-5 พันบาท ถ้าเป็นอะไหล่แท้ก็บวกขึ้นไปอีก 40-50 % ครับ
ส่วนอะไหล่ช่วงล่าง สำหรับรถญี่ปุ่น พวกลูกหมากก็สามารถใช้ยี่ห้อ 555 แท้ได้ หากเป็นรถยุโรปก็พิจารณายี่ห้อ TRW หรือ LEMFORDER คุณภาพใกล้เคียงอะไหล่แท้ ราคาประหยัดกว่า พวกบูชยางต่างๆใช้ยี่ห้อ RBI หรือ JAPA ก็ได้ อายุการใช้งานไม่เท่าอะไหล่แท้แต่ประหยัดกว่าเยอะ อะไหล่บางรุ่น ยกขายอาร์มซึ่งเป็นการเปลี่ยนอะไหล่ที่สิ้นเปลืองเกิ นความจำเป็น
ช็อคอับแท้เป็นอะไหล่ที่สมรรถนะไม่สูงสุด เนื่องจาการเซ็ทช่วงล่างของรถยนต์ทั่วๆไปมักจะคำนึงถ ึงความนิ่มนั่งสบาย และด้วยข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการผลิตช็อคอับ ทำให้รถยนต์เดิมๆจากโรงงานถูกลดสมรรถนะลง ดังนั้นเมื่อคุณจะเปลี่ยนช็อคอับ ผมแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องใช้ช็อคอับแท้ครับ ส่วนจะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเรื่องสม รรถนะและงบประมาณของแต่ละท่าน ช็อคอับในตลาดอะไหล่ทดแทนมีให้เลือกเยอะครับ
ผ้าเบรกก็คล้ายกับช็อคอับคืออะไหล่แท้สามารถตอบสนองก ารใช้งานได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนขับรถเร็ว มีโอกาสได้ใช้เบรกที่ความเร็วสูงบ่อยๆ ผ้าเบรกแท้ย่อมไม่สามารถตอบสนองการใช้งานแบบนี้ได้ ดังนั้นคุณจึงต้องเลือกใช้ผ้าเบรกเกรดเฮฟวี่ดิวตี้เพ ิ่อคุณสมบัติการทนความร้อนสูงขึ้น
เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=6913
คุณค่าของเวลา
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 10 ปีมีค่าขนาดไหน ถามคู่แต่งงานที่เพิ่งหย่าร้างกัน
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 9 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามมารดาที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 อาทิตย์มีค่าขนาดไหน ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาดไหน ถามคนรักที่รอพบกัน
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 นาฑีมีค่าขนาดไหน ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง หรือเรือบิน
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาฑีมีค่าขนาดไหน ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลาเสี้ยวหนึ่งของวินาฑีมีค่าขนาดไหน ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ชนะเหรียญเงิน
ถ้าท่านอยากรู้ว่ามิตรภาพมีค่าขนาดไหน เสียเพื่อนสักคนหนึ่ง
เวลาไม่เคยรอใคร เมื่อมันผ่านไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก จงใช้เวลาของท่านทุกขณะอย่างดีที่สุด
ท่านจะรู้คุณค่าของเวลาเมื่อท่านแบ่งปันกับคนที่พิเศษสุดในชีวิตของท่าน
credit : www.narak.com
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 9 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามมารดาที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 อาทิตย์มีค่าขนาดไหน ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาดไหน ถามคนรักที่รอพบกัน
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 นาฑีมีค่าขนาดไหน ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง หรือเรือบิน
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาฑีมีค่าขนาดไหน ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด
ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลาเสี้ยวหนึ่งของวินาฑีมีค่าขนาดไหน ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ชนะเหรียญเงิน
ถ้าท่านอยากรู้ว่ามิตรภาพมีค่าขนาดไหน เสียเพื่อนสักคนหนึ่ง
เวลาไม่เคยรอใคร เมื่อมันผ่านไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก จงใช้เวลาของท่านทุกขณะอย่างดีที่สุด
ท่านจะรู้คุณค่าของเวลาเมื่อท่านแบ่งปันกับคนที่พิเศษสุดในชีวิตของท่าน
credit : www.narak.com
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การใช้เกียร์อัตโนมัติและปุ่มสวิทช์ควบคุมต่างๆ
เกียร์อัตโนมัติจะมีตำแหน่งบอกของแต่ละเกียร์ ซึ่งแต่ละเกียร์จะมีหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ตำแหน่งของเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง และทุกครั้งที่จะทำการเปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง “P” หรือ “N” ไปยังตำแหน่งเกียร์อื่นๆ ควรทำการเหยียบเบรกไว้ด้วยทุกครั้ง และป้องกันการ กระตุกของตัวรถด้วย

เกียร์ “ P ” จอดและสตาร์ทเครื่องยนต์ ตำแหน่งนี้ใช้เมื่อจอดรถ ซึ่งจะล็อคเกียร์ได้ ป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหลและ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้
เกียร์ “ R ” ถอยหลัง ตำแหน่งนี้จะทำให้รถเคลื่อนที่ถอยหลัง
เกียร์ “ N ” เกียร์ว่าง เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ เครื่องยนต์จะไม่เชื่อมต่อกำลังกับล้อรถ ทำให้รถเลื่อนไหลไปมาได้ และสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้
เกียร์ “ D ” ขับ เมื่อเข้าอยู่ในตำแหน่งนี้รถจะเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่งขณะที่รถแล่นเร็วขึ้น เกียร์ก็จะเปลี่ยนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และเมื่อลดความเร็วระดับของเกียร์ก็จะลดเปลี่ยนเองตามความเร็ว
เกียร์ “ 2 ” เกียร์ 2 ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะเปลี่ยนเฉพาะเกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น เมื่อต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกหรือต้องการขับลงเขา
เกียร์ “ L ” เกียร์ต่ำ ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะทำงานที่เกียร์ 1 อย่างเดียว ใช้เมื่อต้องการการฉุดลากมากกว่าเกียร์ 2 หรือต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกมากกว่าเกียร์ 2
ข้อควรระวัง ในการใช้เกียร์อัตโนมัติ
• ขณะที่รถหยุดนิ่งควรเหยียบเบรกก่อนเข้าเกียร์
• ก่อนที่จะเปลี่ยนเกียร์กลับทิศทางเดินหน้าหรือถอยหลังควรที่จะให้รถหยุดสนิทเสียก่อน
• ไม่ควรกดปุ่มปลดล็อคในการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะใช้เฉพาะเกียร์ที่ต้องกดปุ่มปลดล็อคเท่านั้น เช่น เกียร์ P,R,2 และ L
ข้อควรระวังที่ได้กล่าวถึงนี้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของรถเอง เนื่องจากในขณะที่จะเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลัง ควรให้รถจอดให้สนิทเสียก่อน เพื่อป้องกันผ้าคลัทช์ที่อยู่ในชุดเกียร์สึกหรอเร็วกว่าปกติ เพราะความแตกต่างระหว่างรอบของเครื่องยนต์ที่สูง อาจทำให้ผ้าคลัทช์ในชุดเกียร์ ์เกิดการลื่นไถลในขณะที่จะทำการจับยึดกับแผ่นรอง จึงทำให้เกิดการสึกหรอที่เร็วขึ้นและยังทำให้น้ำมันเกียร์สกปรกเร็วขึ้นด้วย ดังนั้นในการเปลี่ยน เกียร์ควรหยุดรถให้สนิทเสียก่อน พร้อมกับเหยียบเบรกไว้เพื่อป้องกันการกระตุก และให้คลัทช์ได้จับเต็มที่ก่อนก่อนที่จะทำการเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถหรือถอยหลังต่อไป
อีกเรื่องที่ข้อควรระวังได้กล่าวถึง คือ เรื่องการกดปุ่มปลดล๊อคเกียร์ ก็เพื่อป้องกันอันตรายจากการพลาดไปเข้าเกียร์ผิด เช่น ในขณะที่ต้องการจอดรถหรือจะเปลี่ยนจาก D ไป N หากเรากดปุ่มปลดล็อคเกียร์ไว้ด้วย อาจจะทำให้หลุดจากเกียร์ N ไปที่ R ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้ ดังนั้นเราต้องการจะเปลี่ยนจาก D ไป N ควรจะเลื่อนเกียร์ไปเลยไม่ต้องกดปุ่มปลดล็อค เพื่อไม่ให้เกียร์เลยไปที่ R หรือ P เพราะนอกจากจะทำให้เกียร์ชำรุด แล้วยังอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในรถรวมถึงบุคคลอื่นด้วย
ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF]
ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF] จะมีไว้เพื่อเป็นปุ่มกดสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] รถจะวิ่งได้ 3 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 3 [D3] และสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] รถจะวิ่งได้ 4 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 [D4] แต่อย่างไรก็ตามควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] เพื่อที่รถยนต์จะวิ่งได้ครบทุกเกียร์ หากโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] แสดงขึ้นมาที่หน้าปัทม์รถยนต์แสดงว่ารถจะวิ่งได้แค่ 3 เกียร์ คือ [D1,2,3] จะมีผลต่อการกินน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว ปกติควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] ไว้ตลอดเวลาเพื่อช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] จะใช้ก็ต่อเมื่อรถวิ่งที่ความเร็วปกติ เกียร์ [D4] และเมื่อเราต้องการที่จะเร่งแซงรถคันข้างหน้าเราจึงกดปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D4] มาเป็น [D3] ทำให้รถมีกำลังที่จะวิ่งแซงรถคันข้างหน้า เมื่อเราวิ่งแซงรถคันข้างหน้าได้ แล้วเราควรยกเลิกโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] ให้เป็น โอเวอร์ไดร์ฟออน [ O/D ON ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D3] มาเป็น [D4] รถก็จะวิ่งด้วยความเร็วปกติ

ปุ่มสวิทช์ PWR ECT
ปุ่มสวิทช์ PWR ECT จะมีไว้เพื่อ เมื่อเรากดปุ่ม PWR ECT นี้ จะทำให้ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์จาก D1--> D2--> D3--> D4 [ ขับขี่ที่ตำแหน่ง “D”] จะยาวขึ้นหรือเหมือนกับการลากเกียร์เป็นการขับขี่แบบสปอร์ จะทำให้มีการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติ จึงมีผลทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่บน Hi-WAY เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ แต่อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ใช้การขับขี่ในโหมด “ ปกติ ” เพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากโหมด “ ปกติ ” จะคำนวณปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เหมาะสมกับการใช้งานในรอบเครื่องยนต์นั้นๆ ซึ่งถูกควบ คุมโดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ตามความเหมาะสมกับภาระของเครื่องยนต์ และตามลักษณะของการขับขี่ขณะนั้น โดยประมวลผลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ของเครื่องยนต์ จึงทำให้มีความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับขี่ มากกว่าการขับขี่ในโหมด PWR ECT
ปุ่มสวิทช์ TRC OFF
ปุ่มสวิทช์ TRC OFF จะมีไว้ใช้สำหรับยกเลิกการใช้งานของระบบป้องกันการตะกุยหรือล้อหมุนฟรีของรถยนต์ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่รถติดหล่ม เพื่อไม่ให้มีการตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์และล้อ ทำให้ล้อสามารถหมุนได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้หลุดจากอุปสรรคนั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากเฟืองท้ายแบบลิมิตเต็ดสลิป แต่ถ้าหากไม่มีสวิทช์ TRC OFF เมื่อรถติดหล่มก็จะไม่สามารถขึ้นจากหล่มได้ เนื่องจากเมื่อรถติดหล่มล้อรถก็จะหมุนฟรี ีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีก็จะทำงานโดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์ มีผลทำให้รถไม่มีกำลังที่จะขึ้นจากหล่มนั้นได้ โดยเมื่อจะใช้งานให้กดสวิทช์ TRC OFF ไฟก็จะติดที่หน้าปัทม์เรือนไมล์ ......เพื่อแสดงว่าระบบได้ยกเลิกการใช้งานระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแล้วจึงทำให้รถสามารถขึ้นจากหล่มนั้นได้
credit : http://www.phithan-toyota.com

เกียร์ “ P ” จอดและสตาร์ทเครื่องยนต์ ตำแหน่งนี้ใช้เมื่อจอดรถ ซึ่งจะล็อคเกียร์ได้ ป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหลและ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้
เกียร์ “ R ” ถอยหลัง ตำแหน่งนี้จะทำให้รถเคลื่อนที่ถอยหลัง
เกียร์ “ N ” เกียร์ว่าง เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ เครื่องยนต์จะไม่เชื่อมต่อกำลังกับล้อรถ ทำให้รถเลื่อนไหลไปมาได้ และสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้
เกียร์ “ D ” ขับ เมื่อเข้าอยู่ในตำแหน่งนี้รถจะเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้า เมื่อคุณเหยียบคันเร่งขณะที่รถแล่นเร็วขึ้น เกียร์ก็จะเปลี่ยนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และเมื่อลดความเร็วระดับของเกียร์ก็จะลดเปลี่ยนเองตามความเร็ว
เกียร์ “ 2 ” เกียร์ 2 ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะเปลี่ยนเฉพาะเกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น เมื่อต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกหรือต้องการขับลงเขา
เกียร์ “ L ” เกียร์ต่ำ ในตำแหน่งนี้ เกียร์จะทำงานที่เกียร์ 1 อย่างเดียว ใช้เมื่อต้องการการฉุดลากมากกว่าเกียร์ 2 หรือต้องการให้เครื่องยนต์ช่วยเบรกมากกว่าเกียร์ 2
ข้อควรระวัง ในการใช้เกียร์อัตโนมัติ
• ขณะที่รถหยุดนิ่งควรเหยียบเบรกก่อนเข้าเกียร์
• ก่อนที่จะเปลี่ยนเกียร์กลับทิศทางเดินหน้าหรือถอยหลังควรที่จะให้รถหยุดสนิทเสียก่อน
• ไม่ควรกดปุ่มปลดล็อคในการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะใช้เฉพาะเกียร์ที่ต้องกดปุ่มปลดล็อคเท่านั้น เช่น เกียร์ P,R,2 และ L
ข้อควรระวังที่ได้กล่าวถึงนี้ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของรถเอง เนื่องจากในขณะที่จะเข้าเกียร์เดินหน้าหรือถอยหลัง ควรให้รถจอดให้สนิทเสียก่อน เพื่อป้องกันผ้าคลัทช์ที่อยู่ในชุดเกียร์สึกหรอเร็วกว่าปกติ เพราะความแตกต่างระหว่างรอบของเครื่องยนต์ที่สูง อาจทำให้ผ้าคลัทช์ในชุดเกียร์ ์เกิดการลื่นไถลในขณะที่จะทำการจับยึดกับแผ่นรอง จึงทำให้เกิดการสึกหรอที่เร็วขึ้นและยังทำให้น้ำมันเกียร์สกปรกเร็วขึ้นด้วย ดังนั้นในการเปลี่ยน เกียร์ควรหยุดรถให้สนิทเสียก่อน พร้อมกับเหยียบเบรกไว้เพื่อป้องกันการกระตุก และให้คลัทช์ได้จับเต็มที่ก่อนก่อนที่จะทำการเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถหรือถอยหลังต่อไป
อีกเรื่องที่ข้อควรระวังได้กล่าวถึง คือ เรื่องการกดปุ่มปลดล๊อคเกียร์ ก็เพื่อป้องกันอันตรายจากการพลาดไปเข้าเกียร์ผิด เช่น ในขณะที่ต้องการจอดรถหรือจะเปลี่ยนจาก D ไป N หากเรากดปุ่มปลดล็อคเกียร์ไว้ด้วย อาจจะทำให้หลุดจากเกียร์ N ไปที่ R ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุได้ ดังนั้นเราต้องการจะเปลี่ยนจาก D ไป N ควรจะเลื่อนเกียร์ไปเลยไม่ต้องกดปุ่มปลดล็อค เพื่อไม่ให้เกียร์เลยไปที่ R หรือ P เพราะนอกจากจะทำให้เกียร์ชำรุด แล้วยังอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในรถรวมถึงบุคคลอื่นด้วย
ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF]
ปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟ [O/D OFF] จะมีไว้เพื่อเป็นปุ่มกดสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] รถจะวิ่งได้ 3 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 3 [D3] และสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] รถจะวิ่งได้ 4 เกียร์ คือเกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 [D4] แต่อย่างไรก็ตามควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] เพื่อที่รถยนต์จะวิ่งได้ครบทุกเกียร์ หากโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] แสดงขึ้นมาที่หน้าปัทม์รถยนต์แสดงว่ารถจะวิ่งได้แค่ 3 เกียร์ คือ [D1,2,3] จะมีผลต่อการกินน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็ว ปกติควรให้โอเวอร์ไดร์ฟออน [O/D ON] ไว้ตลอดเวลาเพื่อช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] จะใช้ก็ต่อเมื่อรถวิ่งที่ความเร็วปกติ เกียร์ [D4] และเมื่อเราต้องการที่จะเร่งแซงรถคันข้างหน้าเราจึงกดปุ่มสวิทช์โอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [ O/D OFF ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D4] มาเป็น [D3] ทำให้รถมีกำลังที่จะวิ่งแซงรถคันข้างหน้า เมื่อเราวิ่งแซงรถคันข้างหน้าได้ แล้วเราควรยกเลิกโอเวอร์ไดร์ฟอ๊อฟ [O/D OFF] ให้เป็น โอเวอร์ไดร์ฟออน [ O/D ON ] รถก็จะเปลี่ยนจากเกียร์ [D3] มาเป็น [D4] รถก็จะวิ่งด้วยความเร็วปกติ

ปุ่มสวิทช์ PWR ECT
ปุ่มสวิทช์ PWR ECT จะมีไว้เพื่อ เมื่อเรากดปุ่ม PWR ECT นี้ จะทำให้ระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์จาก D1--> D2--> D3--> D4 [ ขับขี่ที่ตำแหน่ง “D”] จะยาวขึ้นหรือเหมือนกับการลากเกียร์เป็นการขับขี่แบบสปอร์ จะทำให้มีการเปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงกว่าปกติ จึงมีผลทำให้รถมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่บน Hi-WAY เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ แต่อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้ใช้การขับขี่ในโหมด “ ปกติ ” เพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากโหมด “ ปกติ ” จะคำนวณปริมาณการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เหมาะสมกับการใช้งานในรอบเครื่องยนต์นั้นๆ ซึ่งถูกควบ คุมโดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ตามความเหมาะสมกับภาระของเครื่องยนต์ และตามลักษณะของการขับขี่ขณะนั้น โดยประมวลผลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ของเครื่องยนต์ จึงทำให้มีความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับขี่ มากกว่าการขับขี่ในโหมด PWR ECT
ปุ่มสวิทช์ TRC OFF
ปุ่มสวิทช์ TRC OFF จะมีไว้ใช้สำหรับยกเลิกการใช้งานของระบบป้องกันการตะกุยหรือล้อหมุนฟรีของรถยนต์ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่รถติดหล่ม เพื่อไม่ให้มีการตัดกำลังจากเครื่องยนต์ ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์และล้อ ทำให้ล้อสามารถหมุนได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้หลุดจากอุปสรรคนั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากเฟืองท้ายแบบลิมิตเต็ดสลิป แต่ถ้าหากไม่มีสวิทช์ TRC OFF เมื่อรถติดหล่มก็จะไม่สามารถขึ้นจากหล่มได้ เนื่องจากเมื่อรถติดหล่มล้อรถก็จะหมุนฟรี ีระบบป้องกันล้อหมุนฟรีก็จะทำงานโดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ที่จะส่งไปยังชุดเกียร์ มีผลทำให้รถไม่มีกำลังที่จะขึ้นจากหล่มนั้นได้ โดยเมื่อจะใช้งานให้กดสวิทช์ TRC OFF ไฟก็จะติดที่หน้าปัทม์เรือนไมล์ ......เพื่อแสดงว่าระบบได้ยกเลิกการใช้งานระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแล้วจึงทำให้รถสามารถขึ้นจากหล่มนั้นได้
credit : http://www.phithan-toyota.com
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ป้ายแดง กับหลายเรื่องยุ่ง
แม้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันทั่วไปว่า ป้ายแดง หมายถึงป้ายทะเบียนสีแดงตัวอักษรดำ ที่มีไว้สำหรับรถใหม่เอี่ยม ซึ่งอยู่ในช่วงรอจดทะเบียนเปลี่ยนเป็นป้ายทะเบียนจริง แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายเรื่องยุ่งที่น่าสนใจ
++ ป้ายแดงปลอม++
ป้ายแดงที่ถูกกฎหมาย ต้องออกจากทางราชการและมีสมุดคู่มือประจำรถควบคู่กันเสมอ คือ ป้ายแดง 2 แผ่นสำหรับติดรถด้านหน้าและด้านหลังกับสมุดคู่มือฯ อีก 1 เล่ม
ปัญหาป้ายแดงปลอมเกิดขึ้นจาก 2 กรณี คือ
1.ราชการผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่รถใหม่ขายดีมากๆ อย่างปี 2546 นี้ น่าจะมียอดขายรถทุกประเภทรวมถึงกว่า 500,000 คัน ในเมื่อรถขายดี แต่ไม่มีป้ายแดงให้ ก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายตั้งใจแก้ไขปัญหาโดย ไปสรรหาขอป้ายแดงจากหน่วยงานราชการในจังหวัดที่ยังพอมีเหลืออยู่ แต่ก็มีผู้ประกอบการบางรายมักง่ายจนเกิดเป็นกรณีที่ 2 คือ
2. เมื่อป้ายแดงขาดแคลนก็ไม่พยายามสรรหา หรือแม้ไม่ขาดแคลน แต่เอาง่ายเข้าว่า ซื้อป้ายแดงปลอมที่ผลิตขายกันทั่วไปในราคาป้ายละ 100-150 บาท
++ตรวจสอบอย่างไร++
ผู้ซื้อมีหน้าที่ปกป้องตัวเอง โดยดูที่ตัวป้ายแดง ทุกป้ายต้องมีตัวย่อนูน ขส ที่มุมด้านล่างขวา รถ 1 คันต้องใช้ 2 ป้าย เพื่อติดด้านหน้าและหลัง สมุดคู่มือประจำรถต้องเป็นของทางราชการ ระบุตัวหมวดอักษรและตัวเลขเดียวกับป้ายทะเบียนทั้งหมด ยังมีหน้ากระดาษและช่องเหลือสำหรับกรอกรายละเอียดการใช้รถอย่างน้อย 1-2 หน้า
++กฎเดิมยังบังคับใช้ครบ++
กรอกรายการใช้รถ ห้ามขับตอนมืด ถ้าจะขับตอนมืดต้องขออนุญาต กฎพื้นฐานเดิมของการใช้รถป้ายแดง ปัจจุบันยังมีการบังคับใช้ครบถ้วน โดยมีสาระสำคัญคือ
1. ทุกครั้งที่ใช้รถเดินทาง ต้องกรอกรายละเอียดในรายการใช้รถในสมุดคู่มือฯ ให้ครบถ้วน
2. ถ้าทำตามข้อ 1 แล้วจะสามารถใช้รถได้เฉพาะช่วงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก (เวลากลางวัน) เท่านั้น (ไม่ใช่ 6.00-18.00น.)
3. หากจะใช้รถตอนมืด เวลาพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น (เวลากลางคืน) ไม่ว่าจะค่ำ ดึก หรือเช้ามืด นอกจากต้องทำตามข้อ 1 แล้วจะต้องขอรับอนุญาตจากนายทะเบียน (จะต้องมีลายมือชื่อนายทะเบียนของทางราชการในรายการใช้รถ) หากมีการฝ่าฝืนในข้อใด มีโทษปรับ
++ทำไมห้ามขับตอนมืด++
หลายคนสงสัย แต่เท่าทีสอบถามเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน (ซึ่งไม่ใช่คนออกกฎนี้) ได้รับคำตอบว่า เพราะป้ายแดงเป็นป้ายชั่วคราวที่สามารถหมุนเวียนนำไปใช้ได้ โดยการหมุนเวียนเปลี่ยนคันรถไม่ต้องขออนุญาตจากทางราชการ อีกทั้งยังมีสีเข้ม อ่านได้ยากตอนกลางคืน ดังนั้นหากเกิดเหตุอะไรไม่ชอบมาพากลตอนกลางคืน นอกจากจะอ่านเลขทะเบียนยากแล้ว ถ้าอ่านออก การติดตามหรือค้นหารถคันจริงที่ใช้ป้ายนั้นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ จะยุ่งยากกว่าการตามรถที่มีป้ายถาวรแล้ว
หลายคนบอกว่า ถ้าป้ายแดง อ่านยากตอนกลางคืน ก็น่าจะเปลี่ยนสีป้ายในกลุ่มนี้เพื่อให้ใช้งานได้ 24 ชม. ก็มีส่วนจริง แต่นั่นเป็นแค่ความเห็น เพราะล่าสุดยังไม่มีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายนี้ ตราบใดที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ประชาชนก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จะล้าสมัยก็ตาม นอกจากนี้ ถ้ามองในแง่ดี การเข้มงวดการใช้รถป้ายแดงตอนกลางคืน ก็มีผลดีต่อการป้องการกันโจรกรรมบ้างเล็กน้อย เพราะรถใหม่ยังไม่จดทะเบียน มีแต่ป้ายแดง ยากต่อการติดตาม ถ้ามีการสลับป้ายทะเบียนหลังการโจรกรรม
++อนุโลม จนนึกว่าทำได้หรือกฎเปลี่ยน++
โดยเฉพาะประเด็นของการใช้รถป้ายแดงตอนมืด หลายคนคิดไปเองว่า กฎเลิกบังคับใช้แล้ว นึกว่าสามารถใช้งานได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะเห็นรถป้ายแดงบ่อยๆ ตอนมืด แล้วก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดจับกุมเลย ในความเป็นจริง กฎยังบังคับใช้ครบถ้วน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่อนุโลมให้ เพราะเห็นความจำเป็นในการใช้รถ เช่น คาบลู่คาบดอกในการเดินทาง ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด หรือออกจากที่ทำงานตอนเย็นยังไม่มืด แต่การจราจรติดขัดมาก มืดขณะที่รถคาอยู่บนถนนยังไม่ถึงบ้าน
นอกจากนั้นการอนุโลม ยังเกี่ยวข้องไปถึง การกรอกรายการใช้รถในเล่มทุกครั้งที่เดินทาง พบว่าน้อยครั้งมากที่ใครจะทำเช่นนั้น เพราะขี้เกียจ และเจ้าของป้ายแดงต้องขอเปลี่ยนสมุดคู่มือบ่อยมาก ถ้าใช้รถทุกวันและกรอกตามจริง ไม่กี่วันก็หมดเล่ม ต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนใหม่ การอนุโลมในวงกว้าง ทำให้หลายคนคิดว่า ป้ายแดงใช้ได้ทั้งวันทั้งคืน และใช้ได้โดยไม่ต้องกรอกรายการใช้รถ การอนุโลมก็คือ อนุโลมจากผู้ถือกฎหมาย ไม่ใช่เป็นตัวบทกฎหมายเฉพาะกาลออกมา
ดังนั้นถ้าใครไม่ทำตามแล้วถูกจับกุม ก็ไม่สามารถร้องเรียนหรือโวยวายได้ จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายใหม่
++ชอบ/ไม่ชอบ ป้ายแดง++
บางคนคิดว่าการใช้รถป้ายแดงมีความเท่ ยิ่งใช้นานเท่าไรยิ่งดี อีกทั้งยังมีพลอยได้ไปถึงราคาขายต่อ หากยื้อใช้ป้ายแดงได้นาน หรือดีมากหากนานข้ามปี เพราะใบคู่มือจดทะเบียนจริง จะแสดงวันที่จดทะเบียนเท่านั้น จะใช้ป้ายแดงมากี่เดือนกี่ปี่ไม่เกี่ยว บางคนไม่ชอบใช้รถป้ายแดง เพราะถ้าใช้ตอนมืด จะต้องลุ้นว่าถ้าเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วจะได้รับการอนุโลมหรือไม่
ขั้นตอนการจดทะเบียนรถของทางราชการ สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในไม่กี่วัน หรืออย่างช้าที่สุดไม่น่าเกินครึ่งเดือน ถ้าช้ากว่านั้นแสดงว่าปัญหาอยู่ที่ผู้ขายหรือผู้นำเนินการ ไม่ใช่ทางราชการ เช่น รอรวบรวมไปดำเนินการพร้อมกันหลายคัน หรือนำเอกสารของรถคันนั้นไปหมุนเวียนเป็นเงิน (บางกรณีหมุนเป็นเงินจนถูกยึด ไม่มีเอกสารมาจดทะเบียนเลยก็มี)
++สรุป ทำอย่างไร++
รับรถพร้อมป้ายแดงแท้ 2 แผ่น ติดรถที่ด้านหน้า-หลัง ต้องมีตัวย่อ ขส นูนที่มุมล่างของป้าย พร้อมสมุดคู่มือประจำรถ หมวดตัวอักษรเลขตรงกันทั้งหมด การไม่กรอกรายการใช้รถตามจริงลงในสมุดคู่มือทุกครั้ง จะได้รับการอนุโลมมากกว่ากรณีใช้รถตอนมืด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที และไม่สามารถเถียงได้ ผิดเต็มประตู เพราะกฎหมายยังบังคับใช้ตามเงื่อนไขเดิมอยู่
ถ้าจำเป็นต้องใช้รถป้ายแดงตอนกลางคืน ก็บอกได้ชัดเจนว่าว่า คุณกำลังทำผิดกฎหมาย พร้อมถูกจับและถูกปรับได้ทุกเมื่อ ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่จับ คือ อนุโลม ไม่ใช่ไม่ผิด และยากถ้าจะขับรถป้ายแดงให้ถูกกฎหมายตอนมืด เพราะต้องยุ่งยากไปให้เจ้าหน้าที่ราชการนายทะเบียนลงลายมือชื่อกำกับทุกครั้ง
ไม่ว่าทางราชการยุคก่อน จะมีเหตุผลใดในการไม่สนับสนุนให้ใช้รถป้ายแดงตอนมืด แต่กฎก็คือกฎ หากจะฝ่าฝืน ก็นับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำใจ ที่คนไทยต้องทำตามหลายกฎหมายเดิมอันล้าสมัย
ที่มา : ผู้จัดการออนไลท์ วันที่ : 14-11-2008
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
อัสซุสส่งกราฟิกการ์ดรองรับภาพ 3 มิติรุ่นแรกของโลก
อัสซุสส่งกราฟฟิกการ์ดรุ่น ENGTX460 รุ่นแรกของโลกที่สามารถรองรับระบบภาพ 3 มิติ พร้อมเพิ่มคุณภาพกราฟิกให้มีความละเอียดมากขึ้น เสริมด้วยระบบรักษาอุณหภูมิสุดอัจฉริยะที่สามารถป้องกันความเสียหายของระบบขณะใช้งาน

นายปกรณ์ พฤทธิบูรณ์สกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มผลิตภัณฑ์โอเพ่น แพลทฟอร์ม (Open Platform – OPBG) บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า อัสซุสพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สนองความต้องการของผู้ใช้ และยังสร้างความแตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะรุ่น ENGTX460 เป็นกราฟิกการ์ดรุ่นล่าสุด เปิดตัวพร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันสมบูรณ์แบบเป็นรายแรกในตลาดโลก
ประกอบไปด้วยฟีเจอร์เฉพาะของอัสซุส Voltage Tweak ช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าของ GPU, หน่วยความจำวิดีโอ และวงจรไฟฟ้าของบอร์ด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 50% เหนือกว่าการ์ดทั่วไปในท้องตลาด DirectCU ระบบระบายความร้อนด้วยทองแดงบริสุทธิ์ที่เชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับแกน GPU ทำให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเฉลี่ยถึง 20% ให้ความทนทานต่อการโอเวอร์คล็อกและช่วยยืดอายุการใช้งาน นอกจากนั้น ยังมีระบบ GPU Guard ป้องกันความเสียหายให้กับแผงวงจรเป็น 2 เท่า รวมถึง Fuse Protection ที่ป้องกันกระแสไฟฟ้าที่ไม่ปกติได้อย่างดีเยี่ยม
“ด้วยความสมบูรณ์ของคุณสมบัติดังกล่าว เรามั่นใจว่ากราฟฟิกการ์ดรุ่นนี้จะเป็นพระเอกที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กลุ่มธุรกิจ โอเพ่น แพลทฟอร์ม (Open Platform – OPBG) ของอัสซุสในไตรมาส 3 ได้เป็นอย่างดี” คุณปกรณ์ กล่าว
กราฟิกการ์ด ASUS ENGTX460 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows® 7 และ DirectX11 ด้วยความละเอียดระดับ 2560 x 1600 ขึ้นไป ทำให้การเล่นเกมที่ต้องการความละเอียดสูงมีชีวิตชีวามากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นรุ่นแรกของโลกที่สามารถรองรับระบบภาพสามมิติจาก 3D Vision Surround อีกด้วย
อัสซุสกราฟิกการ์ด รุ่น ENGTX460 เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันด้วย 4 โมเดล 4 ระดับความสามารถ ให้เลือกตามความเหมาะสมของการใช้งาน ซึ่งประกอบไปด้วย ENGTX460 DirectCU TOP/2DI/1GD5, ENGTX460 DirectCU/2DI/1GD5, ENGTX460 DirectCU TOP/2DI/768MD5 และ ENGTX460/2DI/768MD5 พร้อมให้คอเกม และนักโอเวอร์คล็อก ทั้งมือใหม่และมือเก๋า ได้ทดลองสัมผัสได้แล้ววันนี้ ที่ตัวแทนจำหน่ายอัสซุสทั่วประเทศ
นายปกรณ์ พฤทธิบูรณ์สกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มผลิตภัณฑ์โอเพ่น แพลทฟอร์ม (Open Platform – OPBG) บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า อัสซุสพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สนองความต้องการของผู้ใช้ และยังสร้างความแตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะรุ่น ENGTX460 เป็นกราฟิกการ์ดรุ่นล่าสุด เปิดตัวพร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันสมบูรณ์แบบเป็นรายแรกในตลาดโลก
ประกอบไปด้วยฟีเจอร์เฉพาะของอัสซุส Voltage Tweak ช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าของ GPU, หน่วยความจำวิดีโอ และวงจรไฟฟ้าของบอร์ด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 50% เหนือกว่าการ์ดทั่วไปในท้องตลาด DirectCU ระบบระบายความร้อนด้วยทองแดงบริสุทธิ์ที่เชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับแกน GPU ทำให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเฉลี่ยถึง 20% ให้ความทนทานต่อการโอเวอร์คล็อกและช่วยยืดอายุการใช้งาน นอกจากนั้น ยังมีระบบ GPU Guard ป้องกันความเสียหายให้กับแผงวงจรเป็น 2 เท่า รวมถึง Fuse Protection ที่ป้องกันกระแสไฟฟ้าที่ไม่ปกติได้อย่างดีเยี่ยม
“ด้วยความสมบูรณ์ของคุณสมบัติดังกล่าว เรามั่นใจว่ากราฟฟิกการ์ดรุ่นนี้จะเป็นพระเอกที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กลุ่มธุรกิจ โอเพ่น แพลทฟอร์ม (Open Platform – OPBG) ของอัสซุสในไตรมาส 3 ได้เป็นอย่างดี” คุณปกรณ์ กล่าว
กราฟิกการ์ด ASUS ENGTX460 รองรับระบบปฏิบัติการ Windows® 7 และ DirectX11 ด้วยความละเอียดระดับ 2560 x 1600 ขึ้นไป ทำให้การเล่นเกมที่ต้องการความละเอียดสูงมีชีวิตชีวามากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นรุ่นแรกของโลกที่สามารถรองรับระบบภาพสามมิติจาก 3D Vision Surround อีกด้วย
อัสซุสกราฟิกการ์ด รุ่น ENGTX460 เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกันด้วย 4 โมเดล 4 ระดับความสามารถ ให้เลือกตามความเหมาะสมของการใช้งาน ซึ่งประกอบไปด้วย ENGTX460 DirectCU TOP/2DI/1GD5, ENGTX460 DirectCU/2DI/1GD5, ENGTX460 DirectCU TOP/2DI/768MD5 และ ENGTX460/2DI/768MD5 พร้อมให้คอเกม และนักโอเวอร์คล็อก ทั้งมือใหม่และมือเก๋า ได้ทดลองสัมผัสได้แล้ววันนี้ ที่ตัวแทนจำหน่ายอัสซุสทั่วประเทศ
วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ตะลึง!!! โน้ตบุ๊คราคาแค่ 1,300 บาท
หากคุณเคยเดินเข้าไปในแผนกขายของเล่นภายในห้างสรรพสินค้า คุณน่าจะเคยเห็นของเล่นที่มีลักษณะคล้ายโน้ตบุ๊ค ตัวเครื่องมีหน้าจอและคีย์บอร์ดที่สามารถเปิดขึ้นมาเล่นเกมส์ง่ายๆ ได้ พร้อมสวิทช์เปิดปิด ซึ่งจะว่าไปห่างชั้นกับคอมพิวเตอร์จริงๆ มาก แต่ราคาของมันกลับไม่ถูกอย่างที่คิดทั้งๆ ที่เป็นของเล่นแท้ๆ ล่าสุดมีบริษัทในฮ่องกงเปิดขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในอีเบย์ที่มีราคาเพียง 40 เหรียญฯ หรือประมาณ 1,300 บาทเท่านั้น...อุ๊ปส์

สำหรับโน้ตบุ๊คที่มีราคา 40 เหรียญฯนี้ ไม่ใช่ของเล่นที่พูดถึงข้างต้น แต่เป็นคอมพิวเตอร์จริงๆ ที่สามารถใช้งานได้ โดยตัวเครื่องทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows CE โพรเซสเซอร์ ARM VIA 300MHz หน่วยความจำ 128KB พร้อมสตอเรจ 2GB หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 800 x 480 พิกเซล แถมยังมีลำโพงคู่อยู่ด้านข้างของหน้าจอให้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น มันยังมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ Ethernet และ USB อีก 2 พอร์ต (ของถูกอย่างนี้ยังมีเลย แต่ iPad กลับไม่มีซะงั้น) เชื่อมต่อเน็ตไร้สาย Wi-Fi และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ SD

ไม่น่าเชื่อว่า คุณสมบัติทั้งหมดนี้จะรวมกันออกมา เพื่อจำหน่ายได้ในราคาแค่ 40 เหรียญฯเท่านั้น ประเด็นคือ มันจะทนทานแค่ไหน และประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อต่างๆ แบตเตอรี่ได้คุณภาพ หรือไม่? ตลอดจนแอพพลิเคชันที่ใช้งานได้จะมีอะไรบ้าง ประเด็นเหล่านี้คงต้องการคำตอบอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม มันได้พิสูจน์ว่า โน้ตบุ๊คที่มีราคาแค่ 40 เหรียญฯเป็นไปได้ แต่ทำไม OLPC ทำให้ราคาต่ำกว่า 100 เหรียญฯ ไม่ได้สักที
ข้อมูลจาก: Ebay
ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

สำหรับโน้ตบุ๊คที่มีราคา 40 เหรียญฯนี้ ไม่ใช่ของเล่นที่พูดถึงข้างต้น แต่เป็นคอมพิวเตอร์จริงๆ ที่สามารถใช้งานได้ โดยตัวเครื่องทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows CE โพรเซสเซอร์ ARM VIA 300MHz หน่วยความจำ 128KB พร้อมสตอเรจ 2GB หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด 800 x 480 พิกเซล แถมยังมีลำโพงคู่อยู่ด้านข้างของหน้าจอให้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น มันยังมีพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ Ethernet และ USB อีก 2 พอร์ต (ของถูกอย่างนี้ยังมีเลย แต่ iPad กลับไม่มีซะงั้น) เชื่อมต่อเน็ตไร้สาย Wi-Fi และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ SD

ไม่น่าเชื่อว่า คุณสมบัติทั้งหมดนี้จะรวมกันออกมา เพื่อจำหน่ายได้ในราคาแค่ 40 เหรียญฯเท่านั้น ประเด็นคือ มันจะทนทานแค่ไหน และประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อต่างๆ แบตเตอรี่ได้คุณภาพ หรือไม่? ตลอดจนแอพพลิเคชันที่ใช้งานได้จะมีอะไรบ้าง ประเด็นเหล่านี้คงต้องการคำตอบอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม มันได้พิสูจน์ว่า โน้ตบุ๊คที่มีราคาแค่ 40 เหรียญฯเป็นไปได้ แต่ทำไม OLPC ทำให้ราคาต่ำกว่า 100 เหรียญฯ ไม่ได้สักที
ข้อมูลจาก: Ebay
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)